HmcJAN

ทำ SEO กับ Google Images

เมื่อคิดจะทำ SEO เรามักพุ่งเป้าไปที่ Google เป็นหลัก และเราก็มักจะนึกถึงแต่บริการ

Google Web Search ซึ่งเป็นบริการเสิร์ชเอนจิ้นตัวหลักของ Google

แต่เราลืมกันไปหรือเปล่าว่า Google ยังมีบริการเสิร์ชเอนจิ้นตัวย่อยๆ

ให้เลือกใช้อีกมากมาย เช่น Google Maps สำหรับเสิร์ชแผนที่, Google Videos

สำหรับเสิร์ชคลิปวิดีโอ, Google News สำหรับเสิร์ชข่าว, Google Product Search

สำหรับเสิร์ชสินค้า, Google Blog Search สำหรับเสิร์ชบล็อก หรือ Google Book

สำหรับเสิร์ชหนังสือ เป็นต้น และยังมีบริการเสิร์ชเอนจิ้นอีกตัวหนึ่งของ Google นั่นคือ

google iamge

Google Images

Google Images ใช้สำหรับเสิร์ชหาภาพทั้งหลายในโลกอนไลน์ ทั้งภาพกราฟิก,

ภาพวาด, ภาพถ่าย หรือภาพอะไรก็แล้วแต หากจะจัดอันดับเสิร์ชเอนจิ้นย่อยของ

Google ที่มีคนนิยมใช้มากที่สุดโดยไม่นับ Google Web Search แล้วละก็ Google Images

นี่แหละต้องคว้าอันดับหนึ่งไปครอง เพราะเป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่มีคนนิยมใช้สูงมาก

เวลาอยากดูภาพอะไรหรืออยากได้ภาพอะไรไปใช้งานบางอย่าง เราก็มักนึกถึง Google

Images กันทั้งนั้น เวลาที่เราเสิร์ชหาข้อมูลผ่าน Google ตามปกติ

แล้วเราไม่อยากได้ข้อมูลในเว็บเพจต่างๆ

แต่อยากดูภาพที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดนั้นแทน เราก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการคลิกคำสั่ง

Images ด้านขวามือของหน้าผลการค้นหาเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นก็เท่ากับเรากำลังใช้บริการ

Google Images ช่วยแสดงภาพที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดให้เรา

Google Images สร้างทราฟฟิกให้เราได้ แต่เรามักลืมนึกถึงความจริงในข้อนี้กัน

ถ้าอยากทำ SEO ให้ไฟล์ภาพ เพื่อให้ภาพในเว็บไซต์ของเรามีแรงกิ้งดีๆ

เวลามีคนเสิร์ชผ่าน Google Images เราก็ต้องกำหนดข้อมูลต่างๆ

ของไฟล์ภาพให้ครบถ้วนและสอดคล้องกัน

เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อไฟล์ภาพให้มีคีย์เวิร์ดอยู่เป็นส่วนหนึ่ง

พอถึงตอนดึงภาพมาใส่ในเว็บเพจ เราก็ต้งใส่คีย์เวิร์ดเดียวกันลงในข้อมูล Alternate

Text และ Image Title ด้วย ยังไม่หมดแค่นั้น

เนื้อหาที่อยู่แวดล้อมภาพนั้นยังควรมีคีย์เวิร์ดเป็นส่วนประกอบ เช่น

ข้อความกำกับภาพ, คำบรรยายภาพ, ข้อความที่อยู่ด้ารบนภาพ,

ข้อความที่อยู่ถัดจากภาพลงมา

หรือแม้กระทั่งชื่อของบทความที่มีภาพนั้นเป็นส่วนประกอบ

ยิ่งเนื้อหาที่อยู่แวดล้อมใกล้ชิดกับภาพนั้นมีคีย์เวิร์ดเดียวกันหมดเป็นส่วนประกอบ

ก็จะส่งผลให้ภาพนั้นมีแรงกิ้งดีเยี่ยมเวลามีคนเสิร์ชผ่าน Google Images

ด้วยคีย์เวิร์ดดังกล่าว

ภาพที่มีแรงกิ้งดีๆ ยังมักเป็นภาพที่ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป คือมีขนาดราวๆ 300×300 –

800×800 พิกเซล หากเป็นภาพที่มีขนาดเล็กมากๆ เช่น 16×16 พิกเซล

หรือภาพที่มีขนาดใหญ่มากๆ เช่น 1600×1200 พิกเซล ก็มักจะมีแรงกิ้งสูงๆ

ได้ยากในการเสิร์ชผ่าน Google Images ตามวิธีปกติ

สำหรับคนที่อยากเพิ่มความสะดวกให้บอตของเสิร์ชเอนจิ้นในการเข้ามาเก็บข้อมูลไฟ

ล์ภาพในเว็บไซต์ ก็อาจทำได้ด้วยการสร้าง Images Sitemap ขึ้นมา

เสิร์ชเอนจิ้นจะได้เก็บข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับภาพทุกภาพในเว็บไปได้อย่างครบถ้วนแ

ละรวดเร็ว

image search

Google Images Search

นอกจาก Google Images แล้ว ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นคุณควรศึกษาเทคนิคการทำ SEO

กับเสิร์ชเอนจิ้นย่อยตัวอื่นๆ ของ Google เพิ่มเติมด้วย

โดยเฉพาะเสิร์ชเอนจิ้นที่มีคนนิยมใช้มากหน่อย เช่น Google Video หรือ Google Blog

Search คุณจะได้หาทางเรียกทราฟฟิกเข้าเว็บจากช่องทางอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น

เว็บใหม่ๆ Ping ไว้ก็ดี พูดถึงการ “ปิง” (Ping) แล้ว

มันเป็นสิ่งที่เจ้าของบล็อกทำกันมากกว่าเจ้าของเว็บไวต์ คุณต้องเข้าใจก่อนว่า

โดยหลักการแล้วการปิงเป็นเหมือนการเรียกบอตให้เข้ามาเก็บข้อมูลเข้าไปไว้ในอินเ

ด็กซ์ ซึ่งเรามักจะปิงกันก็ตอนที่สร้างเนื้อหาเว็บไซต์เสร็จสมบูรณ์

หรือเมื่อมีการอัปเดตเนื้อหาใหม่

โดยธรรมชาติแล้วบล็อกจะมีการอัปเดตเนื้อหาบ่อยครั้งกว่าเว็บไซต์

เวลาเอ่ยถึงการปิงเราจึงมักนึกถึงบล็อกมากกว่าจะนึกถึงเว็บไซต์

เว็บไซต์จำนวนมากจะมีการอัปเดตเนื้อหาน้อย

ไม่ได้มีเนื้อหาอัปเดตแบบวันต่อวันเหมือนบล็อก

เจ้าของเว็บไซต์จึงไม่ค่อยได้สนใจเรื่องการปิงนัก

แม้การปิงเว็บไซต์/บล็อกจะไม่ถึงกับจำเป็นต้องทำ

แต่ถ้าทำไว้หน่อยก็ไม่มีอะไรเสียหาย

โดยเฉพาะถ้าเป็นเว็บไวต์/บล็อกสร้างใหม่ที่ยังไม่ติดอินเด็กซ์มาก่อน

เมื่อพัฒนาเว็บไซต์/บล็อกจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราควรสั่งปิดเสียหน่อย

เพื่อกระตุ้นให้บอตของเสิร์ชเอนจิ้นเข้ามาเก็บข้อมูลไปเร็วขึ้น

แต่ทั้งนี้การปิงไม่ได้มีผลโดยตรงต่อแรงกิ้งของเว็บไซต์/บล็อก

เพราะมันเป็นเพียงแต่ช่วยเรียกบอตมาเก็บข้อมูลใหม่ๆ ไปเท่านั้นเอง

หลักสำคัญในการปิงมีอยู่ง่า

เราต้องปิงเมื่อเนื้อหาในเว็บไซต์/บล็อกเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเขียนบทความได้แค่นิดๆ หน่อยๆ ก็รีบไปปิงแล้ว

และถ้าคิดจะปิงครั้งต่อไป

ก็ต้องทำเฉพาะตอนที่เว็บไซต์/บล็อกของเรามีการอัปเดตหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหา

และเราต้องการเรียกบอตให้เข้ามาเก็บข้อมูลส่วนที่อัปเดตนี้

อีกอย่างเราต้องไม่สั่งปิงอย่างพร่าเพรื่อ เช่น วันเดียวปิงเข้ามาเป็นสิบๆ หน

แบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นสแปมได้ง่ายๆ

เว็บไซต์/บล็อกของใครติดอินเด็กซ์แล้ว มีแบ็กลิงก์อยู่ในระดับหนึ่งแล้ว

เสิร์ชเอนจิ้นก็เข้ามาเก็บข้อมูลเป็นประจำอยู่แล้ว การปิงก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างได

เรื่องการปิงนี้เราต้องพิจารณาด้วยว่า

ระบบหรือซอฟต์แวร์สำหรับสร้างเว็บไซต์/บล็อกที่เราใช้งานอยู่

มีฟังก์ชันสำหรับปิงอยู่ในตัวหรือเปล่า ถ้ามี เราก็ไม่ต้องดิ้นรนไปสั่งปิงด้วยตัวเอง เช่น

ถ้าใครเขียนบล็อกด้วย WoedPrees หรือ Blogger ก็จะมีระบบปิงในตัวโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

จึงไม่จำเป็นต้องลงมือปิงเองให้เมื่อย

ส่วนใครอยากปรับแต่งการปิงในระบบหรือซอฟต์แวร์สำหรับสร้างเว็บไซต์/บล็อกของ

ตัวเอง ก็ต้องลองค้นหาดูว่ามีออปชันเตรียมไว้หรือเปล่า อย่างถ้าใครเขียนบล็อกด้วย

WoedPrees ก็จะสามารถเพิ่มรายชื่อผู้ให้บริการปิง (Ping List)

เข้าไปในระบบได้ตามต้องการ